วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บทกลอนอมตะของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

บทความนี้ตัดตอนมาจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันอังคารที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส หน้า ๕ มีบทกลอนที่น่าสนใจและสมควรนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสอ่านกันมากๆ บทกลอนนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ตั้งแต่ วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๒  บางตอน มีดังนี้

 "สัปดาห์นี้ มีเรื่อง ความเมืองใหญ่          ไทยถูกฟ้อง ขับไล่ ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่อง โต้เถียง กันมานาน             ที่ยอดเขา พระวิหาร รู้ทั่วกัน
กะลาครอบ มานาน โบราณว่า                 พอแลเห็น ท้องฟ้า ก็หุนหัน
คิดว่าตน นั้นใหญ่ ใครไม่ทัน                    ทำกำเริบ เสิบสัน ทุกอย่างไป
อันคนไทย นั้นสุภาพ ไม่หยาบหยาม       เห็นใครหย่อน อ่อนความ ก็ยกให้
ถึงล่วงเกิน พลาดพลั้ง ยังอภัย                ด้วยเห็นใจ ว่ายังเยาว์ เบาความคิด...
....ไทยก็ยอม ตามใจ ไม่ดึงดื้อ                 เพราะไทยถือ เขมรผอง เหมือนน้องพี่
คิดตกลง ปลงกันได้ ด้วยไมตรี               ถึงคราวนี้ ใจเขมร แลเห็นกัน
หากไทยจำ ล้ำเลิกบ้าง อ้างขอบเขต       เมืองเขมร ทั้งประเทศ ของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้ง วงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน               องค์ด้วงนั้น คือใคร ที่ไหนมา ?
เป็นเพียงเจ้า ไม่มีศาล ซมซานวิ่ง           ได้แอบอิง อำนาจไทย จึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วย ปราบศัตรู กู้พารา              สถาปนา จัดระบอบ ให้ครอบครอง
ได้เดชไทย ไปคุ้ม กะลาหัว                     จึงตั้งตัว ขึ้นมา อย่างจองหอง
เป็นข้า ขัณฑสีมา ฝ่าละออง                   ส่งดอกไม้ เงินทอง ตลอดมา
ไม่เหลียวดู โภไค ไอศวรรย์                   ทั้งเครื่องราช กกุธภัณฑ์ เป็นหนักหนา
ฝีมือไทย แน่นัก ประจักษ์ตา                  เพราะทรงพระ กรุณา ประทานไป
มีพระคุณ จุนเจือ เหลือประมาณ            ถึงลูกหลาน กลับเนรคุณได้
สมกับ คำโบราณ ท่านว่าไว้                  อย่าไว้ใจเขมร เห็นจริงเอย..."

อยากให้คนไทยรุ่นหลัง ใช้โอกาสนี้ ค้นคว้าที่มาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในอดีตที่ยิ่งใหญ่ คนไทยหลายคนไม่เคยรู้ ไม่เคยศึกษา น่าจะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมคนไทย ศึกษาให้มากๆ ครับ

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยุบสภาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาประเทศ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ประมาณปลายเดือนมิถุนายน ต่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔  แต่ที่แน่ๆ ปัญหาการศึกษาไทย ยังมีอาการหนักหนาสาหัสมาก  แต่ยังไม่เห็นว่าจะมีนโยบายพรรคการเมืองใดที่พอจะเห็น "แสงสว่าง" ที่ปลายอุโมงค์เอาเสียเลย  เพราะปัยหาการศึกษาเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน การจะแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา คงจะต้องใช้วิธีการ ยุทธศาสตร์ ที่เฉียบคม และมีคุณภาพมากพอที่จะมาแก้ปัญหาการศึกษาที่กำลังวิกฤต มากๆ  คงต้องการความเอาจริงเอาจังของคนไทยมากกว่านี้ครับ เฮ้อ..คิดแล้วเหนื่อย