วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

ทำไมประเทศฟินแลนด์ มีผลการเรียนด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์และการอ่านสูงสุดระดับโลก



ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศในกลุ่มยุโรป ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ในการจัดการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2543 จนถึง พ.ศ.2552 ต้องถือว่าประเทศฟินแลนด์สามารถพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่าน ได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพสูงระดับโลก โดยการประเมินของ The OECD Programme for International Student Assessment (PISA) นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมประเทศที่มีงบประมาณมหาศาลอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และอีกหลายประเทศ จึงไม่สามารถทำให้เป็นที่หนึ่งของโลกได้ จากสถิติข้อมูลของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) สะท้อนว่า งบประมาณมิได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษาอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงมีคำถามตามมาว่า แล้วปัจจัยอะไรที่เป็นเงื่อนไขของความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงมีความมุ่งมั่นและพยายามที่จะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์เพื่อนำมาเป็นบทเรียนแห่งความสำเร็จที่ประเทศไทย น่าจะได้แบบอย่างที่ดีของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีทิศทางต่อไป

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการ รวมทั้งการประสานงานรายละเอียดเพื่อเตรียมงานประชุมวิชาการนานาชาติ เหตุที่ต้องเลือกประเทศฟินแลนด์ เพราะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการจัดการศึกษาอย่างยอดเยี่ยม ชนิดที่ว่า ได้อันดับ 1 ของโลกในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมทั้งด้านการอ่าน ได้เป็นอันดับที่สอง ในปี ค.ศ.2003 และ ค.ศ. 2006 (The OECD Programme for International Student Assessment (PISA)) ในปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเดินทางไปศึกษาว่าเป็นเพราะเหตุใด ประเทศฟินแลนด์จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ดังนั้น ด้วยการประสานงานของ ท่านเกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง อัครราชฑูตที่ปรึกษาประจำกรุงเฮลซิงกิ และ Mr.Jari Hietala – Vice President Finpro South East Asia และ Mrs.Tarja Ihalainen – HRD Cosultant FinPro ได้ร่วมมือกันนัดหมายกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ ในการจะขอนำคณะผู้แทนจากประเทศไทย เข้าพบเพื่อเรียนเชิญไปบรรยายในงานดังกล่าว ซึ่งผลการเดินทางมาครั้งนี้ มีประเด็นที่ได้เรียนรู้และมีข้อสังเกต คือ ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของฟินแลนด์ ไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งว่าทำให้ประสบความสำเร็จได้ หากแต่ความสำเร็จของเด็กฟินแลนด์ เกิดขึ้นจาก การมีปัจจัยที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของศาสตร์ที่ว่าด้วยการสอนอย่างสลับซับซ้อน อันได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของนักเรียน กิจกรรมงานอดิเรกของนักเรียน โครงสร้างของระบบการศึกษา การฝึกหัดครู การฝึกปฏิบัติการของครู และสิ่งสุดท้ายคือ วัฒนธรรมของฟินแลนด์ (THE FINNISH SUCCESS IN PISA – AND SOME REASONS BEHIND IT PISA 2003)

ผู้นำประเทศฟินแลนด์ที่สามารถทำให้ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่ควรให้การนับถืออย่างยิ่งเพราะอย่างน้อยก็เป็นผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ ที่เชื่อว่า การสร้างชาติจะต้องเริ่มต้นที่การสร้างครูและระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เมื่อระบบการศึกษามีคุณภาพ คนในชาติก็จะมีคุณภาพ เมื่อคนในชาติมีคุณภาพการพัฒนาสิ่งต่างๆ ก็จะตามมาได้โดยง่าย ปัญหาสังคมก็(อาจจะ)น้อยลง ปัจจุบันผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น จะต้องเป็นชาวฟินแลนด์โดยกำเนิด ในปัจจุบัน ประธานาธิบดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งมากกว่าสองสมัย ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ ตาเรีย ฮาโลเนน Tarja HALONEN (since 1 March 2000) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ เริ่มดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2543 และได้รับเลือกอีกครั้งในปี 2549 และนายกรัฐมนตรี คือ มัตติ แวนฮาเนน (Matti VANHANEN) (since 24 June 2003) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ คือ เฮนนา มาเรีย เวิกค์คุเนน (Mrs.Henna Maria Virkkunen)

สิ่งอยากจะนำมากล่าวเป็นภาพรวมและตั้งข้อสังเกตไว้พอเป็นสังเขป ดังนี้

ประการแรก ปัจจัยหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการศึกษาของประเทศ

ฟินแลนด์ คือ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะจากการสอบถาม ท่านผู้อำนวยการด้านวิเทศสัมพันธ์ (Mrs.Jaana Palojarvi) ของกระทรวงศึกษาธิการของฟินแลนด์ ท่านบอกว่า อาชีพครูในประเทศฟินแลนด์ เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับมากโดยเฉพาะบุคคลในชุมชนที่ห่างไกลออกไป โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศของฟินแลนด์มีลักษณะเรียวยาว จึงมีความห่างไกลกันมากระหว่างเหนือกับใต้ (ระยะทางจากเหนือจรดใต้ รวมระยะทาง นอกจากนั้น ท่านอัครราชฑูตไทย ประจำกรุงเฮลซิงกิ ซึ่งเป็นท่านแรกที่มาบุกเบิกก่อตั้งสถานฑูตไทย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว (เริ่มเปิดสถานฑูต เมื่อปี พ.ศ. 2548) ท่านยังบอกว่า เงินเดือนครู ไม่ได้สูงไปกว่าอาชีพอื่น ๆ เลย แต่คนฟินแลนด์ให้การยอมรับอาชีพครูมาก นอกจากนั้น Mrs.Tarja Ihalainen ยังให้ทัศนะในฐานะเป็นชาวฟินแลนด์ว่า การเป็นครูมีโอกาสได้หยุดพักผ่อนประจำปียาวนานกว่าทุกอาชีพ เพราะช่วงฤดูร้อน คือ เดือนกรกฏาคม-สิงหาคม เป็นช่วงครูได้หยุด ในขณะที่เธอเองได้หยุดอย่างมากประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องเข้าใจบริบทของชาวฟินแลนด์ด้วยว่า ประเทศฟินแลนด์มีพื้นที่ประเทศประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย แต่มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน (5,334,261 คน อัตราการเกิด ร้อยละ 0.098 ข้อมูล ณ 14 พฤษภาคม 2552) (http://en.wikipedia.org/wiki/List of countries by population) ทั้งประเทศมีป่าไม้ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ประเทศ ทำให้ฟินแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านป่าไม้ด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ของประเทศไทย ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยในฟินแลนด์ ดังนั้น ต้องกล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขค่อนข้างสูงมาก ชีวิตคนในประเทศฟินแลนด์ ไม่หนาแน่น ไม่ต้องแย่งกันเดินทาง ไม่ต้องรีบร้อน เพราะคนไม่มาก(อัตราเฉลี่ยความหนาแน่น 15.6 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทย มีอัตราเฉลี่ยความหนาแน่น 125 คนต่อตารางกิโลเมตร (http://en.wikipedia.org/wiki/ List of countries by population density )

นอกจากนั้น คนฟินแลนด์ มีความเป็นชาตินิยมสูง ดังจะพบได้จาก การที่ประเทศฟิแลนด์เป็นประเทศที่เรียกว่าดินแดนแห่งทะเลสาบและเกาะแก่ง เพราะมีทะเลสาบมากถึง 187,888 แห่ง (เฉพาะที่มีขนาดใหญ่กว่า 500 ตารางเมตร) และมีเกาะ จำนวน 179,584 เกาะ(http://en.wikipedia. org/wiki/Finland Education and science) จึงทำให้มีอาหารทะเลมาก แต่ที่แปลกคือ อาหารทะเลกลับมีราคาแพงกว่าการนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่คนฟินแลนด์ยอมซื้ออาหารทะเลของฟินแลนด์ เพราะเขาให้เหตุผลว่า หากเขาไม่ซื้อของคนฟินแลนด์ แล้วประเทศจะเข้มแข็งได้อย่างไร และเขาเชื่อมั่นว่า ของฟินแลนด์มีคุณภาพดีกว่า เพราะเชื่อว่าคนของเขามีคุณภาพมากกว่า

หากจะวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์ของประเทศฟินแลนด์กับประเทศไทยเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีคนเก่งที่สุดของจังหวัดมาเรียน เพราะคนเป็นครูในหมู่ บ้านมีอิทธิพลที่สุด เวลาใครมีปัญหาต้องไปหาครูให้ช่วยตัดสิน เวลาจะทำงานอะไรที่สำคัญต้องเชิญครูมาเป็นเกียรติ เวลามีงานบวช งานแต่ง งานศพต้องเชิญครูมาร่วมพิธีหรือทำพิธีอันเป็นมงคล ซึ่งในประเทศฟินแลนด์ก็มีสภาพเช่นนี้ในปัจจุบัน แต่ประเทศไทย ในยุคปัจจุบัน ได้รับเอาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี เข้ามาเต็มที่แบบสำลักน้ำ จนทำให้ระบบค่านิยมในประเทศ กลับกลายไปเอาเงินเป็นตตัวตั้ง เพราะเงินคือพระเจ้า สามารถบันดาลทุกสิ่ง ทุกอย่างให้ได้หมด เด็กรุ่นใหม่จึงหันไปเลือกวิชาชีพที่ทำรายได้งาม เดือนละสองสามแสน นอกจากนั้น ค่านิยมไทย เวลาสอนลูกจะต้องบอกว่า โตขึ้นขอให้ได้เป็นเจ้าคน นายคน และสื่อตัวแบบที่ประสบความสำเร็จมักจะเอาเงินเป็นตัววัดความสำเร็จว่ามีเงินหลายหมื่นล้าน หลายแสนล้าน ด้วยเส้นทางเศรษฐกิจทั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสวีเดน ช่วงปี ค.ศ. 1249–1809 จนกระทั่ง วันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1809 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งอาณาจักรรัสเซีย ได้ยกทัพมาแสดงแสนยานุภาพที่เรียกว่า Finnish War หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้รับชัยชนะได้สถาปนาฟินแลนด์ให้กลายเป็น Grand Duchy ที่มีอำนาจจัดการตนเองได้ภายใต้อาณาจักรรัสเซีย จนถึง ค.ศ.1917 หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านรัสเซียและนาซีเยอรมัน ต่อด้วยยุคสงคราเย็น จนปี ค.ศ.1955 ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และ ปี ค.ศ.1995 เข้าเป็นสมาชิก EU แต่อย่างไรก็ตามชาวฟินแลนด์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาชาติอย่างยิ่งยวด ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับ “การวิจัยและพัฒนา” มาก มีกองทุนทุ่มเทให้กับงานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อยอดพัฒนาได้ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังจะพบว่า โทรศัพท์ยี่ห้อโนเกีย ก็เป็นผลงานความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์

ประการที่สอง คนฟินแลนด์ มีนิสัยรักการอ่านมากที่สุดในโลกชาติหนึ่ง เพราะฟินแลนด์นอกจากจะประสบความสำเร็จในด้านการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ – วิทยาศาสตร์แล้ว ยังประสบความ สำเร็จด้านการอ่านด้วย เพราะฟินแลนด์ส่งเสริมการแปลหนังสือออกมาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ คนฟินแลนด์ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็ยังแปลหนังสือออกมาเป็นภาษาฟินแลนด์ เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยก็ยังใช้ภาษาฟินแลนด์ เป็นภาษาหลัก

ประการที่สาม ระบบการศึกษา ของประเทศฟินแลนด์ คล้ายประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดย 9 ปีแรกจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้น จะมีเส้นทางให้เลือกว่าจะเดินแยกสายไปสายวิชาชีพ หรือ เข้ามัธยม ศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่ทั้งสองสายแม้จะแยกกัน แต่ก็มีความยืดหยุ่นที่จะเดินหวนกลับมาบรรจบกันได้ และค่านิยมการเรียนวิชาชีพด้านอาชีวศึกษา กลับเป็นค่านิยมที่นิยมเรียนกันมาก เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ สำเร็จการศึกษาแล้วหาทำได้ง่าย คล้ายกับค่านิยมของประเทศเยอรมันที่มีความเข้มแข็งมากด้านอาชีวศึกษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงวันนี้ ปี ค.ศ.2011 ผลการสอบวัด PISA 2009 ประกาศออกมาล่าสุดพบว่าฟินแลนด์ ก็ยังมีผลการสอบด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์ติดกลุ่ม หนึ่งในห้า ยกเว้นคณิตศาสตร์ติดกลุ่ม หนึ่งในสิบ ก็ยังนับได้ว่าประเทศฟินแลนด์ยังคงรักษาคุณภาพของตนเองไว้ได้ แต่ประเทศที่น่าจับตามองต่อไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน(เซี่ยงไฮ้-ซึ่งไม่ยุติธรรมเลยที่ยกมาแค่เมืองเดียว) จีน-ไทเป และสิงค์โปร์ ล้วนแล้วแต่ตระกูลจีนทั้งนั้น ดังนั้น นักการศึกษาต้องติดตามกันต่อไป

4 ความคิดเห็น:

  1. ดีครับ ได้ประโยชน์มากครับ

    ตอบลบ
  2. น่าจะมีแนวทางเปิดสัมมนาเทคนิคการสอนสไตล์ฟินแลนด์
    ทางสถาบัน IET สามารถประสานการจัดได้
    เนื่องจาก Vice President เป็นนักเรียนเก่าทางด้านวิศวกรรมอากาศยาน
    และปัจจุบันทำธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากฟินแลนด์
    อ่านข่าวแล้วน่าตกใจความล้าหลังของระบบการศึกษาไทย งบไม่มีไม่ว่า

    ตอบลบ
  3. เรียน คุณอนุรักษ์
    ผมสนใจครับ หากจะมีการเสวนาเรื่อง ฟินแลนด์ หากท่านมีผู้ที่มีประสบการณ์ ยินดีมากครับ ขอรายละเอียดการประสานงานด้วยครับ ขอบคุณมาก
    รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร

    ตอบลบ