วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการโทรทัศน์ครู ครั้งที่ ๕/๒๕๕๔

การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการโทรทัศน์ครู ครั้งที่ ๕/๒๕๕๔ เมื่อวันอังคารที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ณ ห้องเบต้า โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ กรุงเทพมหานคร  มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม หลากหลายท่าน โดยมี ศาสตราจารย์พจน์  สะเพียรชัย เป็นประธานการประชุม  ศาสตราจารย์เสริมศักดิ์  วิศาลาภรณ์  ศาสตราจารย์สุมน  อมรวิวัฒน์  ศาสตราจารย์อารี  สัณหฉวี  ดร.ฉันทวิทย์  สุชาตานนท์  ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา  ดร.บุญลือ  ทองอยู่  คณาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา  ทีมงานบริษัท ปิโก้ (ประเทศไทย) จำกัด

ประเด็นการประชุมที่สำคัญ คือ การพิจารณา TOR การวิจัยผลกระทบโครงการโทรทัศน์ครู  โครงการพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล การเตรียมการจัดงานวันครู ๒๕๕๕  แผนปฏิบัติการโครงการโทรทัศน์ครู ปี ๒๕๕๕ และเรื่องอื่นๆ

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Thinking

เพื่อนครูที่อยากจะฝึกให้ลูกศิษย์เกิดการคิด เริ่มต้นคิด ท่านสามารถเริ่มต้นง่าย ด้วยการหา "สิ่งเร้า" ที่จะมาเป็น "ตัวแหย่" ให้ลูกศิษย์เกิดการคิด ความยากจะอยู่ตรงที่ จะออกแบบ "ตัวแหย่" อย่างไร ให้สอดรับกับสาระที่กำลังจะต้องเรียนรู้


ตัวอย่าง ตัวแหย่ง่ายๆ สมมติว่า มีประตูอยู่ 2 ประตู ประตูหนึ่งเป็นทางเปิดไปสู่ "นรก"ส่วนอีกประตูหนึ่ง นำไปสู่ "สวรรค์" โดยที่ทั้งสองประตูนี้ มีคนยืนเฝ้าทั้งสองประตู แต่ทั้งสองคนนี้แปลงร่างมาได้เหมือนกันจนแยกไม่ออก แต่ภายในร่างที่แปลงมานั้น คนหนึ่ง คือ ยักษ์ อีกคน หนึ่ง คือ เทวดา แต่ นิสัย สันดาน "ยักษ์" จะโกหก พูดอะไรเชื่อไม่ได้ พูดตรงกันข้ามตลอดทุกครั้ง ส่วนเทวดา พูดจริง ตรงไปตรงมาแน่นอน คราวนี้มาถึงคำถาม ท่านมีโอกาสตั้งคำถามถามคนเฝ้าประตูได้เพียงหนึ่งคำถาม เพื่อพิสูจน์ว่า ประตูไหนเป็นประตูไป "สวรรค์" ลองตั้งคำถามดูซิครับ (หากตั้งไม่ได้ ถามมานะครับ อาจจะมีรางวัลส่งไปให้ด้วยครับ) ขอบคุณ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โทรทัศน์ครูกับบทบาทการพัฒนาวิชาชีพครู

ครู นับเป็นอาชีพที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและโลก เพราะครูเปรียบเสมือนเป็นผู้สร้างสังคม ไปในทิศทางที่สามารถกำหนดทิศทางได้  คุณภาพครูจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวด การผลิตและพัฒนาครู ในโลกปัจจุบัน มีแนวคิดที่ยังถกเถียงและก็ยังไม่มีใครลงสรุปได้ว่า ระบบการผลิตครูด้วยรูปแบบใดจะดีที่สุด แต่ในปัจจุบันก็ยังมีนักวิชาการนอกวงการครู ใช้ทัศนะส่วนตัว มากำหนดทิศทางการผลิตครู ว่าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่ท่านเหล่านั้น ก็ไม่เคยมาอยู่ในระบบการผลิตครูเลย น่าเศร้าใจมาก ในโลกนี้ ระบบการผลิตครู บางประเทศก็เชื่อว่า นำคนที่เรียนจบจากคณะอื่นๆ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มาอบรมการสอน แค่นี้ก็เป็นครูได้ไม่เห็นยาก (เพราะคนมักมองเพียงแค่ การสอนคือการบอก บอกบ และบอก) ส่วนอีกระบบหนึ่ง คือ การผลิตครูด้วยระบบการบูรณาการทั้งสาระและวิทยาการสอนเข้าไปด้วยกัน กลุ่มนี้เชื่อว่า การผลิตนักวิทยาศาสตร์ กับการผลิตครูวิทยาศาสตร์ นั้นเป็นคนละเรื่องกัน ดังนั้น การผลิตครูแบบนี้จะออกมาในรูปของ "วิทยาลัยวิชาการศึกษา" "วิทยาลัยครู" บ้าง สถาบันเฉพาะ บ้าง

ประเทศไทย ในอดีตเคยมี "วิทยาลัยวิชาการศึกษา" มี "วิทยาลัยครู" ของดีๆ แต่ก็ "ยุบเลิก" กลายสภาพเป็น คณะศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย ดังนั้น ครูที่ผลิตจากคณะศึกษาศาสตร์ ในปัจจุบัน ถือเป็นการผลิตครู แต่หลังจาก ครูจบจากมหาวิทยาลัยเข้าสู่โลกอาชีพ ระยะเวลาที่จะอยู่ในโลกอาชีพครู ประมาณ เกือบ ๔๐ ปี
ช่วงชีวิตการทำงาน เกือบ ๔๐ ปี จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ระบบการพัฒนาครูประจำการ วิธีการที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม คือ การฝึกอบรมครู แต่การอบรม ขาดระบบว่าหลังการอบรมแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น หรือไม่เป็นไปตามยถากรรม

การสังเกต ติดตามการสอนของเพื่อนครู เป็นการเรียนรู้แบบเลียนแบบ และ การนำบทเรียนที่ดีของเพื่อนมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเองว่า เอ...เขาทำได้  มันก็ไม่เห็นยากอะไรเนี่ย  ทำไมเราไม่ลองทำดูบ้างล่ะ ซึ่ง หัวใจสำคัญของโทรทัศน์ครู คือ การนำเสนอการปฏิบัติดี น่าประทับใจ เพื่อใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ครูเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากภายในใจครูก่อน  อันจะทำให้เป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืนมากที่สุด

โทรทัศน์ครู จึงคาดหวังว่า จะเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยพัฒนาวิชาชีพครู เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนับสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บทกลอนอมตะของอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

บทความนี้ตัดตอนมาจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันอังคารที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส หน้า ๕ มีบทกลอนที่น่าสนใจและสมควรนำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้มีโอกาสอ่านกันมากๆ บทกลอนนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ตั้งแต่ วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๒  บางตอน มีดังนี้

 "สัปดาห์นี้ มีเรื่อง ความเมืองใหญ่          ไทยถูกฟ้อง ขับไล่ ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่อง โต้เถียง กันมานาน             ที่ยอดเขา พระวิหาร รู้ทั่วกัน
กะลาครอบ มานาน โบราณว่า                 พอแลเห็น ท้องฟ้า ก็หุนหัน
คิดว่าตน นั้นใหญ่ ใครไม่ทัน                    ทำกำเริบ เสิบสัน ทุกอย่างไป
อันคนไทย นั้นสุภาพ ไม่หยาบหยาม       เห็นใครหย่อน อ่อนความ ก็ยกให้
ถึงล่วงเกิน พลาดพลั้ง ยังอภัย                ด้วยเห็นใจ ว่ายังเยาว์ เบาความคิด...
....ไทยก็ยอม ตามใจ ไม่ดึงดื้อ                 เพราะไทยถือ เขมรผอง เหมือนน้องพี่
คิดตกลง ปลงกันได้ ด้วยไมตรี               ถึงคราวนี้ ใจเขมร แลเห็นกัน
หากไทยจำ ล้ำเลิกบ้าง อ้างขอบเขต       เมืองเขมร ทั้งประเทศ ของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้ง วงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน               องค์ด้วงนั้น คือใคร ที่ไหนมา ?
เป็นเพียงเจ้า ไม่มีศาล ซมซานวิ่ง           ได้แอบอิง อำนาจไทย จึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วย ปราบศัตรู กู้พารา              สถาปนา จัดระบอบ ให้ครอบครอง
ได้เดชไทย ไปคุ้ม กะลาหัว                     จึงตั้งตัว ขึ้นมา อย่างจองหอง
เป็นข้า ขัณฑสีมา ฝ่าละออง                   ส่งดอกไม้ เงินทอง ตลอดมา
ไม่เหลียวดู โภไค ไอศวรรย์                   ทั้งเครื่องราช กกุธภัณฑ์ เป็นหนักหนา
ฝีมือไทย แน่นัก ประจักษ์ตา                  เพราะทรงพระ กรุณา ประทานไป
มีพระคุณ จุนเจือ เหลือประมาณ            ถึงลูกหลาน กลับเนรคุณได้
สมกับ คำโบราณ ท่านว่าไว้                  อย่าไว้ใจเขมร เห็นจริงเอย..."

อยากให้คนไทยรุ่นหลัง ใช้โอกาสนี้ ค้นคว้าที่มาของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในอดีตที่ยิ่งใหญ่ คนไทยหลายคนไม่เคยรู้ ไม่เคยศึกษา น่าจะใช้โอกาสนี้ส่งเสริมคนไทย ศึกษาให้มากๆ ครับ

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยุบสภาเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาประเทศ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ประมาณปลายเดือนมิถุนายน ต่อต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๔  แต่ที่แน่ๆ ปัญหาการศึกษาไทย ยังมีอาการหนักหนาสาหัสมาก  แต่ยังไม่เห็นว่าจะมีนโยบายพรรคการเมืองใดที่พอจะเห็น "แสงสว่าง" ที่ปลายอุโมงค์เอาเสียเลย  เพราะปัยหาการศึกษาเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน การจะแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา คงจะต้องใช้วิธีการ ยุทธศาสตร์ ที่เฉียบคม และมีคุณภาพมากพอที่จะมาแก้ปัญหาการศึกษาที่กำลังวิกฤต มากๆ  คงต้องการความเอาจริงเอาจังของคนไทยมากกว่านี้ครับ เฮ้อ..คิดแล้วเหนื่อย

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

ทำไม? ผลการเรียนรู้ของนักเรียนไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง


จากผลการทดสอบระดับชาติของนักเรียนไทย ผลการทดสอบสะท้อนให้เห็นว่า ผลการสอบของนักเรียนไทยโดยภาพรวมมีแนวโน้มตกต่ำลงโดยตลอด นับเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง คำถามที่ตามมามีประเด็นที่น่าสนใจว่า - ทำไมรัฐลงทุนกับการศึกษามาเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ทำไมผลการศึกษาจึงสะท้อนถึงความอ่อนด้อยด้านประสิทธิภาพต่ำลงเรื่อยๆ

ประเด็นแรก การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง เชื่อว่า ปัญหาที่จะคงอยู่ต่อไปอีก คือ ปัญหาการจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญยังจะไม่บรรลุเป้าหมายอย่างแท้จริง เพราะหากระบบการผลิตและพัฒนาครู ทั้งครูใหม่และครูเก่า ไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์รวมถึงความเชื่อของครูและผู้บริหารการศึกษา ให้เข้าใจและยอมรับว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากขึ้น ออกแบบกิจกรรมที่มองเห็นและเข้าใจในศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในตัวนักเรียน เพียงแต่รอ "ครูมืออาชีพ" ที่จะจัดกิจกรรมที่เชื่อมั่นในศักภาพว่านักเรียนเรียนรู้เองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งฟังครูพูดให้ฟังบ้าง บ่นให้ฟังบ้าง ขังลืมไว้ในห้องเรียนเพราะครูไปประชุม ฯลฯ
ประเด็นที่สอง สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ) เป็นหน่วยงานทางวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในการออกข้อสอบ โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ข้อสอบมันยากไปหรือเปล่า ข้อสอบมันดีจริงหรือเปล่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้่ ผมอยากจะให้ท่านเชื่อได้เลยว่า เรื่องนี้เป็นวิชาการที่มันสามารถพิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ด้วยหลักวิชาการอย่างมีระบบ แต่สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญ คือ สทศ.ออกข้อสอบโดยยึดหลักสูตรแกนกลาง โดยเน้นการวัดในสิ่งที่เป็น ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Learning Outcome) ซึ่งเป็นสมรรถนะในระดับสูง ที่ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนรู้ในระดับธรรมดา แต่การจัดการเรียนการสอนของครู ยังไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนาสมรรถนะในระดับสูงให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การตัดสินใจแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ฯลฯ ดังนั้น เมื่อครูจัดการเรียนการสอนในระดับที่ไม่บรรลุตามหลักสูตรแกนกลาง แต่ สทศ.ในฐานะนักวิชาการวัดผลที่ออกข้อสอบอย่างมืออาชีพ แน่นอนผลการทดสอบย่อมสะท้อนผลการวัดที่แท้จริงออกมาได้อย่างแน่นอน นี่คือ ความจริงที่ไม่น่าจะต้องกลับไปตั้งข้อสังเกตว่า สทศ.ออกข้อสอบยากไปไหม
ประเด็นที่สาม มีข้อสังเกตอีกประการ คือ ทุกวันนี้ มีครูประจำการจำนวนมากที่ได้การเลื่อนวิทยะฐานะกันมากมาย ประเทศต้องจ่ายเงินค่าตำแหน่งมากมาย แต่ผลลัพธ์ที่สะท้อนความเป็นครูมืออาชีพ ยัง "ไม่สมราคา" ยิ่งระหว่างทำผลงานวิทยะฐานะ ครูจะมุ่ง ทุ่มเททำแต่ผลงาน ซึ่งจริงงานจะต้องเกิดจากการพัฒนานักเรียน แต่นี่ไม่ไช่ การณ์กลับเป็นครูยิ่งเลื่อนวิทยะฐานะมากมาย ครูกลับสอนแย่ลง ครูทิ้งชั้นเรียน สิ่งที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ปัญหาหรือผ่าตัดใหญ่ นอกเหนือจากการทำผลงานก็มีการลอกกัน จ้างกันทำ มุ่งแต่ "เงิน" แต่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพเลย


       ทำอย่างไรปัญหานี้จะหมดไป กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนใหม่ จะมีกลยุทธ์ที่เฉียบคมเพียงใด คงต้องรอและนับเป็นกรรมของประเทศไทย รัฐมนตรีก็เปลี่ยนตัว เปลี่ยนแนวคิด ไม่เคยมีความต่อเนื่องทางนโยบายเท่าที่ควร หากนโยบายดีก็ทำได้แค่สั้นๆ เฝ้ารอกันต่อไป

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Quality of Education

ผู้เขียน ได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ข้อมูลในโครงการวิจัยของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNICEF ประเด็นหลัก คือ ต้องการจะระดมความคิดเพื่อมองภาพคุณภาพการศึกษาโดยรวมของไทย ทั้งนี้ กรอบความคิดส่วนหนึ่ง ที่เป็นมุมมองภาพรวม มีดังนี้

1. Goals of Education - Full human development, social good, National stability and comprtitiveness
2. Systems of education - Systematic relationships of elements in education provision, comprising teachers, admintrators, curriculum, resources, teaching and learning, management
3. Desirable outcome - students, community and society, nation

หากท่านใดมีความเห็นใด สามารถส่งมาร่วมให้ข้อมูลด้วยครับ ยินดีรับฟังครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พบปะเคเบิ้ลท้องถิ่นภาคกลางและภาคตะวันออก

โทรทัศน์ครูได้เดินทางไปพบกับผู้ประกอบการเคเบิ้ลท้องถิ่นในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกเมื่อวัเสาร์ที่๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ณ โรงแรมซีพาเลซ สัตหีบ มีผู้ประกอบการเขาร่วมจำนวนประมาณ ๔๐ ราย พร้อมกันนี้สมาคมเคเบิ้ล ทีวี ได้เดินทางไปพบด้วย

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

๔ กุมภาพันธ์ วันมะเร็งโลก

มะเร็ง เป็นโรคภัยที่มนุษย์พยายามเอาชนะ แต่ก็ยังสรุปสาเหตุทั้งหมดไม่ได้ ทุกคนต้องระมัดระวังและรักษาสุขภาพตนเองครับ

วันนี้ ได้เยี่ยม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้พบท่าน อธิการบดี และรองอธิการบดี (อาจารย์สืบพงศ์) ได้รับทราบถึง บรรยากาศของสถาบันที่สร้างความรักสถาบันแบบแนบแน่น เกิดขึ้นได้อย่างไร และการแก้ไขปัญหาของทีมบริหาร น่าศรัทธาและชื่นชมในความมุ่งมั่นและสร้างสรรค์ของคณาจารย์และศิษย์เก่าเป็นอย่างยิ่ง น่าศึกษาวิจัยต่อบรรยาการและบทเรียนที่เกิดขึ้น น่าศึกษามาก โครงการโทรทัศน์ครู จะพิจารณานำเสนอเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

การประชุมคณะครูร่วมปฏิบัติการพัฒนาการเรียนการสอน PBL+Telecollaboration

วันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ ได้จัดการประชุมคณะครูและผู้อำนวยการที่รับผิดชอบโครงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning and Telecollaboration : PBL) มีโรงเรียนที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย
๑. โรงเรียนบ้านสวนอุดมวิทยา
๒. โรงเรียนวัดอรุณรังษี
๓. โรงเรียนอนุบาลวัดอู่ตะเภา
๔. โรงเรียนอนุบาลชลบุรี
๕. โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
๖. โรงเรียนอนุบาลวัดกลางดอนเมืองชลบุรี

จากการสรุปผลการดำเนินงานของแต่ละโรงเรียน มีการเริ่มดำเนินการแล้ว สิ่งที่สรุปจะดำเนินการร่วมกันต่อไป คือ
ก. เตรียมทดสอบวัดความสามารถด้านการคิดของนักเรียนกลุ่มใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการในภาคเรียน ๑/๒๕๕๔
ข. จะมีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยอีก ๑ ครั้ง เพื่อเตรียมการรอบใหม่
ค. ทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมประชุมยืนยันที่จะเข้าร่วมกิจกรรมการวิจัยนี้ต่อไป โดยมหาวิทยาลัยบูรพาจะพยายามหาแหล่งทุนมาสนับสนุนการทำวิจัยต่อไป
ง. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ดำเนินการพัฒนาเว็บไซต์กลางขึ้นมาแล้ว ขอให้ทุกโรงเรียนเข้าไปใช้ด้วย
จ. ขอให้ครูและนักเรียน เข้าสมัครสมาชิกเว็บไซต์และใช้บล็อกด้วย

ปิดประชุมเวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น.

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

วันครู ๑๖ มกราคม ๒๕๕๔




เนื่องในโอกาสวันครู ขอพลังความดีที่คุณครูได้ปฏิบัติ ได้โปรดแสดงพลานุภาพให้คุณครูทุกคน มีชีวิตที่งดงาม แจ่มใส ประสบแต่สิ่งที่เป็นมงคล มีจิตใจที่ใสสะอาด มีสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจที่เข้มแข็ง มีชีวิตที่พอเพียง มีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ ตลอดไป

รศ.ดร.มนตรี  แย้มกสิกร
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา  ชลบุรี
ผู้อำนวยการโครงการโทรทัศน์ครู

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

Key Idea-1


ลำดับขั้นการเรียนรู้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การตอบคำถามได้ถูกต้องเท่านั้น รางวัลการที่ตอบคำถามได้ถูกต้องควรที่จะได้รับการขยายต่อและทดสอบความเชื่อมั่นได้ว่า นักเรียนสามารถตอบคำตอบนั้นได้ถูกต้องนั้นเขามีวิธีคิดอย่างไร อย่างน้อยจะช่วยเสริมแรง เสริมวิธีคิด ช่วยแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดของนักเรียนได้ เพราะในปัจจุบันมีวิธีคิดที่คลาดเคลื่อนของนักเรียนหลายประการมาก (Misconcept) เทคนิคนี้เป็นส่วนสำคัญเพื่อช่วยสะท้อนความแตกต่างของการสอนของครูมืออาชีพได้เป็นอย่างดี แนวทางอาจใช้
           1. ถามด้วยคำถาม อย่างไร หรือ ทำไม
           2. ถามเพื่อให้นักเรียนลองหาคำตอบด้วยวิธีอื่นๆดูซิ
           3. ถามเพื่อหาคำศัพท์หรือชุดของคำอธิบายที่ดีกว่า
           4. ถามเพื่อขอให้อธิบายให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อยซิ

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

งานวัด : กิจกรรมสะท้อนวัฒนธรรมชุมชน : กรณีวัดบางเป้ง หนองมน ชลบุรี

วันที่ ๓-๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๔ วัดบางเป้ง หนองมน ชลบุรี ได้จัดงานประจำปี เพื่อนมัสการพระเถรานุเถระทีเป็นที่เคารพนับถือของชุมชน งานวัดบางเป้ง มีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ การเสียสละช่วยกันทำข้าวต้ม ผัดไทย เต้าหู้ทอด หอยทอด รายได้ทั้งหมดถวายวัดแต่แรงงานและสิ่งของทุกคนช่วยกันเสียสละ นับเป็นกิจกรรมที่น่ายังสะท้อนถึงการมีจิตสาธารณะของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ทำอย่างไรเราจะใช้กิจกรรมนี้ช่วยถ่ายทอดแนวคิดและกิจกรรมให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ได้ตระหนักและเสียสละกันบ้่าง














วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

ทำไมประเทศฟินแลนด์ มีผลการเรียนด้านคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์และการอ่านสูงสุดระดับโลก



ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศในกลุ่มยุโรป ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง ในการจัดการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2543 จนถึง พ.ศ.2552 ต้องถือว่าประเทศฟินแลนด์สามารถพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และการอ่าน ได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพสูงระดับโลก โดยการประเมินของ The OECD Programme for International Student Assessment (PISA) นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไมประเทศที่มีงบประมาณมหาศาลอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ และอีกหลายประเทศ จึงไม่สามารถทำให้เป็นที่หนึ่งของโลกได้ จากสถิติข้อมูลของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) สะท้อนว่า งบประมาณมิได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จทางการศึกษาอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงมีคำถามตามมาว่า แล้วปัจจัยอะไรที่เป็นเงื่อนไขของความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงมีความมุ่งมั่นและพยายามที่จะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์เพื่อนำมาเป็นบทเรียนแห่งความสำเร็จที่ประเทศไทย น่าจะได้แบบอย่างที่ดีของการเรียนรู้และพัฒนาอย่างมีทิศทางต่อไป

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการ รวมทั้งการประสานงานรายละเอียดเพื่อเตรียมงานประชุมวิชาการนานาชาติ เหตุที่ต้องเลือกประเทศฟินแลนด์ เพราะเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการจัดการศึกษาอย่างยอดเยี่ยม ชนิดที่ว่า ได้อันดับ 1 ของโลกในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ รวมทั้งด้านการอ่าน ได้เป็นอันดับที่สอง ในปี ค.ศ.2003 และ ค.ศ. 2006 (The OECD Programme for International Student Assessment (PISA)) ในปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเดินทางไปศึกษาว่าเป็นเพราะเหตุใด ประเทศฟินแลนด์จึงประสบความสำเร็จอย่างสูง ดังนั้น ด้วยการประสานงานของ ท่านเกริกพันธุ์ ฤกษ์จำนง อัครราชฑูตที่ปรึกษาประจำกรุงเฮลซิงกิ และ Mr.Jari Hietala – Vice President Finpro South East Asia และ Mrs.Tarja Ihalainen – HRD Cosultant FinPro ได้ร่วมมือกันนัดหมายกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศฟินแลนด์ ในการจะขอนำคณะผู้แทนจากประเทศไทย เข้าพบเพื่อเรียนเชิญไปบรรยายในงานดังกล่าว ซึ่งผลการเดินทางมาครั้งนี้ มีประเด็นที่ได้เรียนรู้และมีข้อสังเกต คือ ความสำเร็จในการจัดการศึกษาของฟินแลนด์ ไม่สามารถจะอธิบายได้ด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งว่าทำให้ประสบความสำเร็จได้ หากแต่ความสำเร็จของเด็กฟินแลนด์ เกิดขึ้นจาก การมีปัจจัยที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของศาสตร์ที่ว่าด้วยการสอนอย่างสลับซับซ้อน อันได้แก่ ความสนใจส่วนตัวของนักเรียน กิจกรรมงานอดิเรกของนักเรียน โครงสร้างของระบบการศึกษา การฝึกหัดครู การฝึกปฏิบัติการของครู และสิ่งสุดท้ายคือ วัฒนธรรมของฟินแลนด์ (THE FINNISH SUCCESS IN PISA – AND SOME REASONS BEHIND IT PISA 2003)

ผู้นำประเทศฟินแลนด์ที่สามารถทำให้ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จทางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่ควรให้การนับถืออย่างยิ่งเพราะอย่างน้อยก็เป็นผู้นำประเทศที่มีวิสัยทัศน์ ที่เชื่อว่า การสร้างชาติจะต้องเริ่มต้นที่การสร้างครูและระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เมื่อระบบการศึกษามีคุณภาพ คนในชาติก็จะมีคุณภาพ เมื่อคนในชาติมีคุณภาพการพัฒนาสิ่งต่างๆ ก็จะตามมาได้โดยง่าย ปัญหาสังคมก็(อาจจะ)น้อยลง ปัจจุบันผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น จะต้องเป็นชาวฟินแลนด์โดยกำเนิด ในปัจจุบัน ประธานาธิบดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งมากกว่าสองสมัย ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ ตาเรีย ฮาโลเนน Tarja HALONEN (since 1 March 2000) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ เริ่มดำรงตำแหน่งในปี พ.ศ. 2543 และได้รับเลือกอีกครั้งในปี 2549 และนายกรัฐมนตรี คือ มัตติ แวนฮาเนน (Matti VANHANEN) (since 24 June 2003) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาและวิทยาศาสตร์ คือ เฮนนา มาเรีย เวิกค์คุเนน (Mrs.Henna Maria Virkkunen)

สิ่งอยากจะนำมากล่าวเป็นภาพรวมและตั้งข้อสังเกตไว้พอเป็นสังเขป ดังนี้

ประการแรก ปัจจัยหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการศึกษาของประเทศ

ฟินแลนด์ คือ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะจากการสอบถาม ท่านผู้อำนวยการด้านวิเทศสัมพันธ์ (Mrs.Jaana Palojarvi) ของกระทรวงศึกษาธิการของฟินแลนด์ ท่านบอกว่า อาชีพครูในประเทศฟินแลนด์ เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับมากโดยเฉพาะบุคคลในชุมชนที่ห่างไกลออกไป โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศของฟินแลนด์มีลักษณะเรียวยาว จึงมีความห่างไกลกันมากระหว่างเหนือกับใต้ (ระยะทางจากเหนือจรดใต้ รวมระยะทาง นอกจากนั้น ท่านอัครราชฑูตไทย ประจำกรุงเฮลซิงกิ ซึ่งเป็นท่านแรกที่มาบุกเบิกก่อตั้งสถานฑูตไทย เมื่อ 4 ปีที่แล้ว (เริ่มเปิดสถานฑูต เมื่อปี พ.ศ. 2548) ท่านยังบอกว่า เงินเดือนครู ไม่ได้สูงไปกว่าอาชีพอื่น ๆ เลย แต่คนฟินแลนด์ให้การยอมรับอาชีพครูมาก นอกจากนั้น Mrs.Tarja Ihalainen ยังให้ทัศนะในฐานะเป็นชาวฟินแลนด์ว่า การเป็นครูมีโอกาสได้หยุดพักผ่อนประจำปียาวนานกว่าทุกอาชีพ เพราะช่วงฤดูร้อน คือ เดือนกรกฏาคม-สิงหาคม เป็นช่วงครูได้หยุด ในขณะที่เธอเองได้หยุดอย่างมากประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องเข้าใจบริบทของชาวฟินแลนด์ด้วยว่า ประเทศฟินแลนด์มีพื้นที่ประเทศประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศไทย แต่มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน (5,334,261 คน อัตราการเกิด ร้อยละ 0.098 ข้อมูล ณ 14 พฤษภาคม 2552) (http://en.wikipedia.org/wiki/List of countries by population) ทั้งประเทศมีป่าไม้ ร้อยละ 75 ของพื้นที่ประเทศ ทำให้ฟินแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านป่าไม้ด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ของประเทศไทย ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยในฟินแลนด์ ดังนั้น ต้องกล่าวว่า ประเทศฟินแลนด์ เป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขค่อนข้างสูงมาก ชีวิตคนในประเทศฟินแลนด์ ไม่หนาแน่น ไม่ต้องแย่งกันเดินทาง ไม่ต้องรีบร้อน เพราะคนไม่มาก(อัตราเฉลี่ยความหนาแน่น 15.6 คนต่อตารางกิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทย มีอัตราเฉลี่ยความหนาแน่น 125 คนต่อตารางกิโลเมตร (http://en.wikipedia.org/wiki/ List of countries by population density )

นอกจากนั้น คนฟินแลนด์ มีความเป็นชาตินิยมสูง ดังจะพบได้จาก การที่ประเทศฟิแลนด์เป็นประเทศที่เรียกว่าดินแดนแห่งทะเลสาบและเกาะแก่ง เพราะมีทะเลสาบมากถึง 187,888 แห่ง (เฉพาะที่มีขนาดใหญ่กว่า 500 ตารางเมตร) และมีเกาะ จำนวน 179,584 เกาะ(http://en.wikipedia. org/wiki/Finland Education and science) จึงทำให้มีอาหารทะเลมาก แต่ที่แปลกคือ อาหารทะเลกลับมีราคาแพงกว่าการนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่คนฟินแลนด์ยอมซื้ออาหารทะเลของฟินแลนด์ เพราะเขาให้เหตุผลว่า หากเขาไม่ซื้อของคนฟินแลนด์ แล้วประเทศจะเข้มแข็งได้อย่างไร และเขาเชื่อมั่นว่า ของฟินแลนด์มีคุณภาพดีกว่า เพราะเชื่อว่าคนของเขามีคุณภาพมากกว่า

หากจะวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานการณ์ของประเทศฟินแลนด์กับประเทศไทยเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีคนเก่งที่สุดของจังหวัดมาเรียน เพราะคนเป็นครูในหมู่ บ้านมีอิทธิพลที่สุด เวลาใครมีปัญหาต้องไปหาครูให้ช่วยตัดสิน เวลาจะทำงานอะไรที่สำคัญต้องเชิญครูมาเป็นเกียรติ เวลามีงานบวช งานแต่ง งานศพต้องเชิญครูมาร่วมพิธีหรือทำพิธีอันเป็นมงคล ซึ่งในประเทศฟินแลนด์ก็มีสภาพเช่นนี้ในปัจจุบัน แต่ประเทศไทย ในยุคปัจจุบัน ได้รับเอาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี เข้ามาเต็มที่แบบสำลักน้ำ จนทำให้ระบบค่านิยมในประเทศ กลับกลายไปเอาเงินเป็นตตัวตั้ง เพราะเงินคือพระเจ้า สามารถบันดาลทุกสิ่ง ทุกอย่างให้ได้หมด เด็กรุ่นใหม่จึงหันไปเลือกวิชาชีพที่ทำรายได้งาม เดือนละสองสามแสน นอกจากนั้น ค่านิยมไทย เวลาสอนลูกจะต้องบอกว่า โตขึ้นขอให้ได้เป็นเจ้าคน นายคน และสื่อตัวแบบที่ประสบความสำเร็จมักจะเอาเงินเป็นตัววัดความสำเร็จว่ามีเงินหลายหมื่นล้าน หลายแสนล้าน ด้วยเส้นทางเศรษฐกิจทั้งนั้น

ประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสวีเดน ช่วงปี ค.ศ. 1249–1809 จนกระทั่ง วันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1809 พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งอาณาจักรรัสเซีย ได้ยกทัพมาแสดงแสนยานุภาพที่เรียกว่า Finnish War หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้รับชัยชนะได้สถาปนาฟินแลนด์ให้กลายเป็น Grand Duchy ที่มีอำนาจจัดการตนเองได้ภายใต้อาณาจักรรัสเซีย จนถึง ค.ศ.1917 หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคสงครามกลางเมืองเพื่อต่อต้านรัสเซียและนาซีเยอรมัน ต่อด้วยยุคสงคราเย็น จนปี ค.ศ.1955 ฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และ ปี ค.ศ.1995 เข้าเป็นสมาชิก EU แต่อย่างไรก็ตามชาวฟินแลนด์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาชาติอย่างยิ่งยวด ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับ “การวิจัยและพัฒนา” มาก มีกองทุนทุ่มเทให้กับงานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อยอดพัฒนาได้ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังจะพบว่า โทรศัพท์ยี่ห้อโนเกีย ก็เป็นผลงานความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์

ประการที่สอง คนฟินแลนด์ มีนิสัยรักการอ่านมากที่สุดในโลกชาติหนึ่ง เพราะฟินแลนด์นอกจากจะประสบความสำเร็จในด้านการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ – วิทยาศาสตร์แล้ว ยังประสบความ สำเร็จด้านการอ่านด้วย เพราะฟินแลนด์ส่งเสริมการแปลหนังสือออกมาจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ คนฟินแลนด์ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ก็ยังแปลหนังสือออกมาเป็นภาษาฟินแลนด์ เวลาเรียนในมหาวิทยาลัยก็ยังใช้ภาษาฟินแลนด์ เป็นภาษาหลัก

ประการที่สาม ระบบการศึกษา ของประเทศฟินแลนด์ คล้ายประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดย 9 ปีแรกจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้น จะมีเส้นทางให้เลือกว่าจะเดินแยกสายไปสายวิชาชีพ หรือ เข้ามัธยม ศึกษาตอนปลาย เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่ทั้งสองสายแม้จะแยกกัน แต่ก็มีความยืดหยุ่นที่จะเดินหวนกลับมาบรรจบกันได้ และค่านิยมการเรียนวิชาชีพด้านอาชีวศึกษา กลับเป็นค่านิยมที่นิยมเรียนกันมาก เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ สำเร็จการศึกษาแล้วหาทำได้ง่าย คล้ายกับค่านิยมของประเทศเยอรมันที่มีความเข้มแข็งมากด้านอาชีวศึกษา

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงวันนี้ ปี ค.ศ.2011 ผลการสอบวัด PISA 2009 ประกาศออกมาล่าสุดพบว่าฟินแลนด์ ก็ยังมีผลการสอบด้านการอ่านและวิทยาศาสตร์ติดกลุ่ม หนึ่งในห้า ยกเว้นคณิตศาสตร์ติดกลุ่ม หนึ่งในสิบ ก็ยังนับได้ว่าประเทศฟินแลนด์ยังคงรักษาคุณภาพของตนเองไว้ได้ แต่ประเทศที่น่าจับตามองต่อไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน(เซี่ยงไฮ้-ซึ่งไม่ยุติธรรมเลยที่ยกมาแค่เมืองเดียว) จีน-ไทเป และสิงค์โปร์ ล้วนแล้วแต่ตระกูลจีนทั้งนั้น ดังนั้น นักการศึกษาต้องติดตามกันต่อไป