วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สกอ.ย้ำปรับหลักสูตรครู ป.โทต้องได้มาตรฐาน นัดถกร่วมคุรุสภาหาข้อสรุป

สกอ.ย้ำไม่ขัดข้องปรับหลักสูตรครู 6 ปี, 4+2 ปี เป็น ป.โท แต่ต้องสอดคล้องปรัชญาการศึกษาหลักสูตรมหาบัณฑิต จัดหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน เตรียมถกร่วมคุรุสภาถึงแนวทางที่ชัดเจนอีกครั้งปลาย ต.ค.นี้ ชี้หลักสูตร 6 ปี ไม่จำเป็นต้องเป็น ป.โท เสมอไป




วันนี้ (20 ต.ค.) นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยผลการประชุมทบทวนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ (TQF) สาขาวิชาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ว่า ตนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ โดยเบื้องต้นเห็นตรงกันในการปรับหลักสูตร จากหลักสูตร 5 ปีเป็นหลักสูตร 6 ปี โดยนักศึกษาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องเรียน 6 ปี ส่วนนักศึกษาที่จบจากสาขาวิชาอื่น เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ จะต้องเรียนหลักสูตร 4+2 ปี และหากจะให้เป็น ป.โท ก็ต้องดำเนินการให้ได้ตามปรัชญาการศึกษาของหลักสูตรมหาบัณฑิตและต้องสามารถจัดหลักสูตรให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ด้วย ถ้าทำได้เช่นนั้น สกอ.ก็ไม่ขัดข้องที่จะให้หลักสูตร 4+2 ปีเป็นหลักสูตร ป.โท แต่ขณะนี้สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ยังไม่ได้แนวทางที่ชัดเจน ซึ่งต้องหารือร่วมกับคุรุสภาอีกครั้งในปลายเดือน ต.ค.นี้





“ส่วนตัวมองว่าการปรับหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ควรต้องมองปรัชญาของการศึกษาเพราะการจัดการศึกษาระดับ ป.ตรี และป.โท มีปรัชญาที่แตกต่างกัน โดยป.ตรี เป็นการเรียนเน้นสาระวิชา แต่ ป.โท เน้นเรื่องงานวิจัย ดังนั้น หากจะปรับหลักสูตรให้เป็น ป.โท ก็ควรต้องดูปรัชญาของการสร้างบัณฑิต และต้องคำนึงถึงผู้ใช้บัณฑิตด้วยว่าบัณฑิตที่ผลิตออกมาในสาขาเดียวกันมีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้บัณฑิตสามารถแยกแยะได้ เช่น ผู้ที่จบจากสายวิทยาศาสตร์แล้วต้องการเป็นครู ก็กำหนดให้มาเรียนหลักสูตรครุศาสตร์ต่ออีก 2 ปี เมื่อจบบัณฑิตอาจได้ปริญญา 2 ใบ คือ จากคณะวิทยาศาสตร์ และคณะครุศาสตร์ แต่ถ้าเรียนครุศาสตร์ 6 ปี ก็ได้ปริญญาใบเดียว ผู้ใช้จะได้เลือกได้ว่าจะใช้บัณฑิตแบบไหน” รองเลขาธิการ กกอ.กล่าว



นพ.กำจรกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หลักสูตร 6 ปี ไม่จำเป็นต้องเป็น ป.โท เสมอไป เช่น คณะเภสัชศาสตร์ แพทยศาสตร์ ล้วนเป็นหลักสูตร ป.ตรี 6 ปี เพียงแต่ข้อแตกต่างของคนเรียนป.ตรี 6 ปี, 5 ปี หรือ 4 ปี ก็คืออัตราเงินเดือน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เทียบเคียงเงินเดือนของผู้ที่จบหลักสูตรป.ตรี 6 ปี โดยให้รับเงินเดือนระดับ ป.โท อยู่แล้ว สำหรับความคืบหน้าของกรอบ TQF ของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์นั้น ขณะนี้ด้เห็นชอบในหลักการแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ซึ่งอยากให้สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และคุรุสภา ตกลงกันให้ชัดเจนว่าการผลิตครูในอนาคตมีรูปแบบอย่างไร เพื่อกรอบ TQF จะได้ปรับตามให้สอดคล้องกัน ทั้งนี้ สกอ.พร้อมทบทวน จัดเวทีเสวนา รับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงกรอบ TQF เพื่อให้สามารถควบคุมคุณภาพครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และนำไปใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหา

อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การดำเนินโครงการโทรทัศน์ครู

โทรทัศน์ครู มีจุดกำเนิดครั้งแรกในประเทศอังกฤษ โดยจุดเริ่มต้นรัฐบาลอังกฤษสมัยนายกรัฐมนตรี โทนี่ แบลร์  ได้ขอให้ภาคเอกชนนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาการศึกษา ในขณะนั้น มีเอกชนหลายรายนำเสนอแนวคิดการพัฒนาการศึกษา แต่ Andrew Bethell เป็นผู้นำเสนอแนวคิดการพัฒนาครูด้วยนวัตกรรมโทรทัศน์ครู หลังจากรัฐบาลตกลงใจให้ทำโครงการ รัฐบาลให้เวลาหนึ่งปีเตรียมการ แต่ประเด็นสำคัญของโครงการ คือ รัฐบาลอังกฤษ อยากให้มีการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวแบบเอกชนแต่กำกับด้วยนโยบายจากรัฐ ดังนั้น จึงมีคณะกรรมการของรัฐกำหนดนโยบายให้โครงการโทรทัศน์ครูดำเนินการ  ลักษณะของการทำงานเป็นการให้บริการ มิใช่การจ้างทำของ เพราะการดำเนินการจะต้องมอบให้มีการตัดสินใจอย่างยืดหยุ่น ปรับตัวได้เร็ว

สำหรับประเทศไทย การจะทำให้เกิดโครงสร้างตามแบบอังกฤษ นับเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากยิ่ง เพราะโครงสร้างของสังคมไทย มีทัศนคติมองระบบและคน เชิงลบตลอด ด้วยเหตุนี้จึงมีทางออกโดยว่าจ้าง มหาวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจที่จะคัดเลือก/คัดสรรภาคเอกชนเข้ามาร่วมงานได้ ด้วยการใช้ระเบียบการบริการวิชาการ การบริหารจึงมีลักษณะของการเป็นการบริหารร่วมภาครัฐและเอกชน เพียงแต่พัฒนาการของการเดินทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว แน่นอนว่าจะต้องถูกสังคมมองแบบดูแคลนและไม่เชื่อใจ แต่สิ่งเหล่านี้ หากบริสุทธิ์ใจ ต้องสำเร็จและหากดีจริงมันต้องพิสูจน์ตัวเองได้ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับมวลชนและสังคม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดและต้องทำให้มากขึ้น อาจจะต้องมีการตั้งวงเสวนาและทำอย่างจริงจัง หากจะผลักดันขับเคลื่อนกระบวนการทำงานแบบรัฐร่วมเอกชน ให้มีความสร้างสรรและคล่องตัว